blog page
The zero one's blog

ย้อนวันวานจากหน้าปก The Zero One การ์ตูนรายสัปดาห์ยุค 90s

This is some text inside of a div block.
This is some text inside of a div block.

ย้อนวันวานจากหน้าปก The Zero One การ์ตูนรายสัปดาห์ยุค 90s

July 31, 2018

เรื่องเล่าจากปก​ มนต์เสน่ห์ของการสร้างสรรค์​ข้ามกาลเวลา​  เล่มที่ผมถือนี้เป็น การ์ตูนรายสัปดาห์​ The​ Zero​ ฉบับที่​ 236 ที่ถูกตีพิมพ์ในปี​ 1989​ หรือราว ๆ​ เกือบ ๆ​ 30​ ปี​ ที่ในเล่มจะอัดแน่นไปด้วยการ์ตูนดัง​ ที่นักอ่านคุ้นตากันหลายเรื่อง​ จากที่ผมเคยบอกไปว่า​ การ์ตูนยุคก่อนลิขสิทธิ์ในไทย​ หน้าปกจะเป็นการสร้างสรรค์โดยฝีมือคนไทย ซึ่งนักอ่านรุ่นราวคราวเดียวกันบางคนยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำ ด้วยฝีมือที่มีความเฉียบคม และสวยงาม ทำให้นักอ่านในยุคนั้น คิดว่าเป็นฝีมือของอาจารย์ญี่ปุ่น  ไม่แปลกครับถ้านักอ่านในตอนนั้นจะไม่ทราบ ถ้าไม่ได้อ่านคำนำ หรือ ดูที่ลายเซ็นที่ศิลปินนักวาดฝากเอาไว้บนปก 


 ทำไมไม่ใช้ปกญี่ปุ่นครับอาจารย์..?  นั่นคือคำถามที่น้อง ๆ ในคลาสเรียนมังงะของผมตั้งคำถามอย่างสงสัย​ เพราะน้อง ๆ คิดว่าเราเอาภาพของญี่ปุ่นมาใช้ตีพิมพ์ มันไม่ง่ายกว่าหรือ "ค่านิยม" ในยุคนั้น​คือคำตอบครับ ยุคที่ทุกสำนักพิมพ์แข่งขันกันด้วยฝีมือ​ เพราะยังไม่มีลิขสิทธิ์​ ไม่เพียงแค่การ์ตูน ทุกวงการในตอนนั้น มีเสรีเรื่องการทำงานออกมาแข่งขันกัน ทั้งภาพยนตร์ เพลง และในส่วนของหนังสือการ์ตูนเองทุกสำนักพิมพ์ก็จะทำเรื่องเดียวกัน​ "ชนกันเอง" สิ่งที่จะทำให้นักอ่านซื้อ นอกจากความเร็วในการวางแผงแล้ว ก็คือ​ "หน้าปก" และคำแปล ใครวาดสวยเข้าตา นักอ่านก็ซื้อของสำนักพิมพ์นั้น​ และอีกเหตุผลที่ไม่ใช้ปกญี่ปุ่น​ เพราะปกญี่ปุ่นเมื่อนำมาตีพิมพ์​ สีจะดร็อปลง​  ในตอนนั้นวงการมังงะแปลไทย มีการแข่งขันกันสูงมาก​ ใครใช้ปกญี่ปุ่น​ ถือว่า "ไม่มีฝีมือ​" ทุกสำนักพิมพ์ทำเรื่องดังชนกัน​​​ คนเขียนปกเองก็แข่งกันเอง​กับสำนักพิมพ์อื่น​ ​ถ้าเรื่องไหนเขียนชนกันและเขียนสู้เขาไม่ได้​ ก็จะโดน บก. เรียกมาตำหนิ  คนเขียนปกจึงต้อง "เขียนให้เนี๊ยบกว่าต้นฉบับ​" ทั้งการตัดเส้นด้วยพู่กันที่งดงาม​ และการเกลี่ยสีให้ประณีตกว่าต้นแบบ เพราะบางเรื่องอาจารย์ก็ลงสีมาไม่สวยเลย ด้วยการจำลองภาพที่สมบูรณ์แบบ​ การตัดเส้นที่คมชัด​ ลงสีสด​ เวลาพิมพ์​ ภาพและสีจะโดดเด่นเวลาวางบนแผง

น้อง ๆ ในคลาสก็เอ่ยขึ้นมาว่า เขียนตามรูปที่มี "มันก็ไม่ยากน่ะสิ" แต่เพราะต้องเขียนตามแบบ​ และต้องเนี๊ยบและเจ๋งกว่าต้นฉบับ​ "นี่จึงเป็นจุดยาก"  ซึ่งกว่าจะได้ขึ้นมาเขียนปก กว่าจะได้ขึ้นชื่อว่า “คนเขียนปก” ได้นั้น จะต้องผ่านการฝึกมาอย่างหนักพอสมควร และส่วนมากจะมาจากทางสายประกวด ส่งภาพมาประกวดและได้รับรางวัลชนะเลิศกันบ่อย ๆ จนทำให้ทางสำนักพิมพ์สนใจ ทาบทามมาทดลองงาน ปกแล้วปกเล่า กว่าจะมีฝีมือมากพอที่จะสามารถรับผิดชอบหนังสือหัวดัง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะใคร ๆ ก็อยากจะเขียนปกหนังสือรายสัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่ในช่วงทดลองงาน จะได้เริ่มจากเขียนรวมเล่มก่อน จึงมีการแข่งขันกันสูงมากเพื่อตำแหน่งนี้​ หนังสือมีหลายเล่มที่จะถูกตีพิมพ์​ แต่หน้าปกจะถูกผูกขาดกับยอดฝีมือเจ้าประจำ จึงไม่ง่ายที่จะแทรกตัวไปแฝงบนปกได้​  ภาพไหนสวยสุด ก็จะถูกเอามาลงรายสัปดาห์​ เพราะต้องเอาไปแข่งกับสำนักพิมพ์อื่น​จึงต้องดีที่สุด​ และจากเรื่องเดียวกัน​ แต่สวยไม่พอลงรายสัปดาห์​ ก็จะเอามาทำเป็นรวมเล่ม​ บางครั้งก็ปกหลัง เมื่อก่อนผมเองจะคิดว่า ปกที่สวยจะต้องรวมเล่ม แต่กลับตรงกันข้าม หน้าปกบางเรื่องไม่สวยพอจะเป็นปก  คนเขียนปกก็จะไปหาภาพจากในเรื่องมาจัดองค์ประกอบเอง​ และคิดสีเอง​ เพราะบางเรื่องแบบสีไม่มี หรือบางทีมี แต่ไม่สวยเข้าตานักอ่านไทย นักวาดปกจึงต้องใช้ทักษะศิลปะที่เรียนมาประกอบในการเขียน​ 

คนเขียนปกมีความสำคัญกับสำนักพิมพ์มาก​ เพราะมันเป็นตัวบ่งบอกถึงยอดขาย​ ความนิยม​ นอกจากหัวหนังสือจะดังแล้ว​ คนเขียนปกก็จะได้ชื่อไปด้วย​ ผ่านลายเซ็น​ที่ฝากไว้บนปก​ พร้อมเครดิตที่บอกผ่านคำนำ นักอ่านอย่างผม จึงเห็นลายเซ็นบนปก ย้ายค่ายจากอีกสำนักพิมพ์นึง ไปอีกสำนักพิมพ์นึง และบางครั้งนักเขียนปกคนเดียวกันก็รับงานนอกสำนักพิมพ์ โดยไม่ให้สำนักพิมพ์ต้นสังกัดรู้ก็มี แต่จะดูออกผ่านลายเส้นและการลงสี และนักเขียนปกที่อยู่ในระดับชั้นแนวหน้าในตอนนั้น ก็คือ ​อ. POP​ และ​ อ. ZEN​ สองนักเขียนปกที่นักเรียนที่เรียนศิลปะหลาย ๆ คนใช้ฝึกและเขียนตาม รวมทั้งตัวผมเอง ด้วยสไตล์การลงสีที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ของนักวาดปกทั้งสอง ที่ทำให้หนังสือดูน่าสนใจ เมื่อวางรวมกันอยู่บนแผง ร่วมกับหนังสือของสำนักพิมพ์คู่แข่ง หลาย ๆ คนเลือกซื้อเพราะปก รวมทั้งผม ถึงแม้จะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม มันจึงเป็นอีกอาชีพที่ คนมีฝีมือเขียนรูปใฝ่ฝันอยากจะทำ แต่น้อยคนจะเอื้อมถึง ไว้มีโอกาสจะมาขยายความถึงมังงะแปลไทยในยุคก่อนลิขสิทธิ์ ในมุมมองของคนที่ทำงานมาหลายสำนักพิมพ์มาบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันนะครับ บอกเลยว่าการทำงานในตอนนั้น สนุกมาก ทั้งความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานที่ใส่ได้เต็มที่ ในยุคที่มีการแข่งขันสูง ผูกขาดอยู่กับไม่กี่สำนักพิมพ์ และทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทั้งที่การแข่งขันมันเป็นเสรี ไว้ผมจะมาบอกเล่าให้ฟังกันครับ 

ปกเล่มนี้เป็น​ ฉบับประกาศ "ความเป็นหนึ่ง" เหนือคู่แข่ง​ กับยอดขายหลักแสนต่อสัปดาห์​ ที่จะหาหนังสือเล่มไหนที่จะทำยอดขายได้​แม้กระทั่งทุกวันนี้​ เราเองก็กำลังทำโปรเจ็ค​ตามรอยความทรงจำของมังงะแปลไทยตั้งแต่ยุคเริ่มต้น​ จนก่อนถึงยุคลิขสิทธิ์​ ไม่ว่าจะเป็นภาพต้นฉบับที่หาชมยากกว่า​ 500​ รูป​ หนังสือหายาก​ และประวัติ​ความเป็นมา​ จากคนที่ทำงานจริง ถึงแม้มุมมองนักอ่านในปี 80 กับนักอ่านปี 2021 จะแตกต่างกันในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ถดถอย แต่ที่ยังเหมือนกันคือ เรายังรักการอ่านการ์ตูน

 

ปกที่ผมถือนี้เป็นหน้าปกที่ถูกร่างภาพใหม่และ "เขียนขึ้นเองทั้งหมด" โดยไม่ผิดเพี้ยนจากต้นแบบ​ โดยฝีมือของ​ พี่​ ZEN​ นักเขียนปกมือทองของยุคนั้น​  โดยใช้การ์ตูนดังในเล่ม​มาขึ้นปกแบบรวม​หมู่